วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ได้งานแล้ว เย้...


หางานทำไมมันยากยังงี้
เป็นเพราะเราอายุเยอะแล้ว หรือเป็นเพราะเรารู้มากไป
หรือเราขอเงินเดือนเยอะ

จะว่าไปคนไทยที่พูดอังกฤษได้ในฟิลิปปินส์เขาก็มีงานมีการดี ๆ ทำกันหมดแล้ว ไม่มาหางาน call center / BPO อย่างเราหรอก

ขนาดเรามี resident ไม่ต้องขอ work permit ให้นะเนี่ย

งานใหม่เหรอ ก็ call center อีกนั่นแหละ  แต่เป็นแอคเค้าท์ที่ดีมากเลย งานง่าย ไม่มี troubleshooting ไม่มี tier 2 ที่ไม่ค่อยฉลาด  แถมไม่ค่อยมีสายเข้า เพราะเป็นสายแบบเก็บเงิน (ไม่ใช่เซ็กซ์โฟนนะยะ)

กลัวอย่างเดียว กลัวอยู่ได้ไม่นาน... กลัวแอคเค้าท์ปิด...

ปีนี้ยิ่งชง ๆ อยู่ ทำงานเก๊ง เก่ง นายชมตลอด แต่อยู่ดี ๆ ก็ตกงาน แถมโดนนินทาแบบร้ายกาจมาก ๆ แบบไม่รู้ตัว เฮ้อ...  ชงมาสองปีแล้ว หวังว่าหลังวันเกิดจะดีขึ้นบ้าง เจ้าพ่อเจ้าแม่่ช่วยลูกช้างด้วย

เจ้าประคู้น....

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

เวลาในชีวิต

ก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากฝึกเขียน ชีวิตนี้ใฝ่ฝันจะเขียนนิยายให้มันดัง ๆ สักเรื่องสองเรื่อง แต่ก็นั่นแหละ มันคงยากส์ สำหรับชาวราศีเมถุนที่ขี้เกียจสุด ๆ อย่างเรา... เฮ้อ...

ตะก่อนตอนเด็ก ๆ เคยอยากจะมีไดอารี่สักเล่ม  สุดท้ายก็เขียนได้... เอ่อ... 1 หน้่า

แต่งนิยายจีนกำลังภายในเรื่องแรกได้ 2 ย่อหน้า โดนเพื่อนเอาไปอ่านแล้วล้อว่าปัญญาอ่อน จนเดี๋ยวนี้ยังจำได้

อยากเขียน ๆๆๆๆ แต่มันมีเรื่องอื่่น ๆ มากมายที่ต้องทำ สงสัยคนอย่างลีโอนาร์โด ดา วินชี่นี่มันผลิดผลงานเป็นร้อย ๆ ชิ้นได้ไง   เป็นเรา ไอ้ปั้น ๆ ชิ้นเดียวก็ใช้เวลาเป็นปีแล้ว

เคยอ่านหนังสือพระเล่มหนึ่ง (ขอโทษค่า.... จำชื่อหลวงพี่ไม่ได้จริง ๆ) ท่านบอกว่าสมัยก่อนไฟฟ้าก็ไม่มี น้ำก็ต้องไปตักจากท่าหรือจากบ่อ เตาแก๊สเอย เครื่องตัดหญ้าเอย รถยนต์เอย ไม่มีทั้งนั้น แต่ทำไมดูคนสมัยก่อนจะมีเวลาทำอะไร ๆ มากกว่าสมัยนี้  ทั้ง ๆ ที่เรามีเครื่องอำนวยความสะดวกที่จะช่วยให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้เร็วกว่าสมัยก่อนมาก  นักประดิษฐ์ นักคิด ศิลปิน  มีเวลาสร้างสรรผลงานได้คนละเยอะ ๆ  ดูอย่างนายโทมัส อัลวา เอดิสัน   นายเบนจามิน แฟรงคลิน  และนายอื่น ๆ  (แหมพอดีตอนเด็ก ๆ ชอบอ่านชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลก)  

ไม่ต้องไปถึงอัจฉริยะผู้เปลี่ยนโลกอะไรหรอก อย่างครอบครัวบ้านเล็กในป่าใหญ่นั่นก็ได้ ตื่นเช้ามารีดนมวัว ทำอาหารเช้า ไปโรงเรียน พ่อออกไปทำนา แม่ทำงานบ้าน ลูกกลับมากินข้าวเที่ยง บ่ายแม่เย็บผ้า พ่อซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ  ล่าสัตว์บ้าง ย่างเบค่อนบ้าง ถ้าได้เป็ดป่ามา แม่ก็เอาขนเป็ดยัดหมอน จะกินโดนัททีต้องเริ่มกันตั้งแต่โม่แป้ง  พอเย็นลงเล่นไวโอลินร้องเพลงกัน เด็ก ๆ ก็อ่านหนังสือ  หนังสือเป็นสิ่งหายาก อ่านกันวันละบทเท่านั้นเอง  นอกจากนี้ยังมีเวลาไปฝึกม้า ช่วยเพื่อนสร้างบ้าน ขุดบ่อ หว่านไถ ฯลฯ  จะไปเยื่ยมญาติพี่น้องทางนิวยอร์คที ไปเป็นเดือนเลย  แต่ทำไมหนอ อ่านมา 6-7 เล่ม ไม่เคยได้เห็นลอร่าบ่น "ไม่มีเวลา" ซักที  คนสมัยก่อนเขาบริหารเวลากันยังไงเหรอ


หลวงพี่ในหนังสือพระข้างบนท่านบอกว่า (เอ่อ ขอโทษนะคะ ใช้ศัพท์พระก็ไม่เป็น เฮ้อ... ริอ่านจะเขียนหนังสือ) เหตุที่เรารู้สึกว่าจะไม่มีเวลาในชีวิตก็เป็นเพราะเราเติมสิ่งจำเป็นในชีวิตขึ้นมามากกว่าสมัยก่อนเยอะ เช่นจะต้องดูโทรทัศน์ ฟังข่าว เอารถไปซ่อม ออกไปเกะบ้าง พาลูกไปเรียนพิเศษบ้าง เล่นเน็ทอีก (ไปเจอเรื่องอะไรมาต้องมา "ออนเอ็ม" เล่าให้เพื่อนฟัง  ไอ่คนที่ไม่มีเพื่อนก็มานั่งอัพบล็อกอย่างฉันนี่แหละ)  งานประจำก็เอากลับมาทำบ้าน งานไม่ประจำก็รับมา ชีวิตมันถึงได้ยุ่งเหยิงนัก

ใช่มั้ยล่ะ

แต่ก็อ่ะนะ  ของงี้มันจะมามัว "พอเพียง" อยู่ก็ไม่ได้อ่ะ โลกเราไปถึงไหน ๆ แล้ว  มัวแต่อยู่กับที่ก็แปลว่าถอยหลังนั่นเอง  ไข้หวัดแม็กซิโกระบาดจะป้องกันตัวได้ไหม  เขาให้ไปรับเช็คช่วยชาติจะได้ไปไหม  เสื้ออะไรต่อเสื้ออะไรชุมนุมเขาประกาศเป็นวันหยุดจะเตรียมตัวทันไหม  รู้สึกเหมือนเรากำลังไล่ตามอะไรอยู่รึเปล่า เวลาในชีวิตถึงได้หายไปหมด

เหนื่อย... แต่ทำได้ดีที่สุดก็คือบริหารเวลาของเราให้ดี จัดลำดับก่อนหลัง ตั้งหลักให้มั่น มีจุดหมายในชีวิต

รู้... แต่ทำไม่ได้น่ะซี...